วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Kidnapped

5
David comes home
                เราตัดสินใจกันว่าจะให้ Alan หลบซ่อนอยู่ในทุ่งหญ้า ในขณะที่ผมเดินไปยัง Queensferry เพื่อที่จะพบกับ Mr.Rankeillor Alan ให้สัญญาว่าจะไม่ออกมาจนกระทั่งได้ยินว่าผมกลับมาแล้ว ในคำสั่งเพื่อให้รู้แน่นอนว่าต้องเป็นผม เขาสอนผมเล็กน้อยให้ผิวลม เพลงGaelic และผมก็ไม่เคยที่จะลืมมัน  ฉันคิดว่ามันจะแล่นอยู่ในหัวของผมจนกระทั่งถึงวันตาย ทุกเวลามันลอยเข้ามาหาผม ผมคิดถึงวันสุดท้ายของการเดินทางของเรา Alan กำลังนั่งผิวลมอยู่ตรงหน้าของผมในทุ่งหญ้า ในขณะที่แสงแรกกำลังเล้าโลมใบหน้าของเขา       ไม่นานผมก็ไปถึง Queensferry ผู้คนก็จ้องมองมาที่ผมอย่างแปลกๆ ผมก็รู้ดีว่าเสื้อผ้าของผมมันสกปรกอย่างไร ผมเริ่มมีความรู้สึกหวาดกลัว แล้ว Mr Rankeillor จะพูดคุยกับผมหรือเปล่านะ แล้วผมจะสามารถพิสูจน์ว่าผมเป็นใครได้อย่างไร ผมไม่มีเอกสารที่เกี่ยวกับผมเลย ผมรู้สึกผิดที่ไปจะไปถามหาความช่วยเหลือจากชาวเมือง ดังนั้นผมจึงเดินลับๆล่อๆ และไม่รู้ว่าจะทำอะไร
                ผ่านไปครึ่งวัน ผมรู้สึกเหนื่อยและหิว ผมหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังใหญ่ หน้าต่างที่ดูสะอาดสะอ้าน มีดอกไม้ในสวน และหมากำลังนอนอยู่ใต้ขั้นบันใด ทันใดนั้นประตูก็ถูกเปิดออกมา ผู้ชายรูปร่างใหญ่ แต่งกายดูดี ดูท่าทางจะใจดี เดินออกมา
                “มาทำอะไรที่นี่ละพ่อหนุ่ม เขาถาม
                ผมกำลังมองหาบ้านของ Mr Rankeillor ครับผมตอบ
                ใช่ ฉันนี่แหละ Rankeillor และนี่ก็คือบ้านของฉัน และเธอเป็นใครละ
                “ผมชื่อ David Balfour” ผมตอบ
                “David Balfourเหรอเขาทวนอีกครั้งหนึ่ง และมองเข้ามาใกล้กับผม
"เข้ามาข้างในก่อน Baltfour แล้วเราจะได้คุยกัน"
                ในห้องนั่งเล่นของ Mr.Rankeillor มันช่างสะดวกสบาย ผมได้บอกเรื่อราวชื่อของผมก่อนหน้านี้ และอธิบายเรื่องทั้งหมดที่ลุงของผมขายผมให้แก่กัปตันและลักพาตัวผมลงไปในทะเล
นักกฎหมายตั้งใจฟังอย่างระมัดระวัง "ฉันได้ยินว่าเรื่องของกัปตันHoseasonได้อัปปางลงใกล้เกาะ Mull เมื่อสองเดือนที่ผ่านมา" เขาพูด. "แล้วเธอเป็นยังไงบ้างตั้งแต่นั้นมา"
"ผมสามารถบอกคุณได้โดยง่ายเลยแหละครับ" ผมตอบ "แต่ถ้าผมบอกคุณเพื่อนของผมก็จะตกระกำลำบากและอันตรายคุณต้องสัญญากับผมนะ ว่าจะไม่ทำให้เขาตกอยู่ในความยากลำบากและไม่บอกทหารเกี่ยวกับเรื่องของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะดูกังวลเล็กน้อยในตอนแรก เขาให้สัญญาและผมได้บอกเขาเกี่ยวกับเรื่องการผจญภัยของผม ในขณะที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ตาของเขาก็ถูกปิดลง ดูเหมือนว่าเขางีบหลับไป
และหลังจากนั้นผมก็พบว่าเขาเข้าใจและจำทุกสิ่งทุกอย่างได้
         
เมื่อผมพูดถึงชื่อของAlan Breck เขาตาตั้งขึ้นมาทันทีอย่าใช้ชื่อที่ไม่จำเป็น Mr Balfour” เขาพูด            นักกฎหมายต้องตั้งใจฟังเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเราพูดคุยกันถึงเรื่อง Hilander ผมไม่คิดว่าคุณจะรู้จักชื่อของเพื่อนผมเป็นอย่างดี
ใช่แล้วผมคิด ชาวสก็อตทั้งหมดกำลังพูดถึง Alan และตอนนี้เขาก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรฆ่า Colin Campbell” ผมแน่ใจว่า Rankeilor ต้องรู้จักชื่อเขาเป็นอย่างดี แต่เขาก็แค่ยิ้ม และฟังเรื่องของผมต่อไป โดยตอนที่ผมเล่าจะใช้ Thomson แทนชื่อ Alan Breck
ดี ดีนักกฎหมายผู้นี้พูด เมื่อตอนผมพูดจบ เป็นการผจญภัยที่ตื่นเต้นอะไรขนาดนี้ คุณจะต้องไปเขียนลงหนังสือสักวันหนึ่ง ลุงของคุณบอกผมว่า เขาได้ส่งเงินให้คุณไปเรียนต่อในยุโรป แต่ฉันก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องจริง ฉันกลัวว่าทุกคนจะรู้ว่า Ebenzer Balfour ไม่ใช่คนดีและคนที่มีเกียรติแต่อย่างไร จากนั้นก็ได้พบกับ Hoseason เขาก็ได้บอกว่าเธอได้หายไปกับเรืออัปปางในครั้งนั้นแล้ว และตอนนี้ฉันก็เข้าใจแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น ฉันรู้แล้วว่า เธอคือ David Baltfour” เขาเอามือตบบ่าผมเหมือนกับพ่อผมคนหนึ่ง เธอต้องการที่จะรู้เกี่ยวกับเรื่องบ้านของ Shaw ไหม มันเป็นเรื่องที่แปลก ตอนที่พวกเขายังเป็นเด็ก Alexander พ่อของเธอ และน้องชายของเขา Ebenzer รักผู้หญิงคนเดียวกัน พ่อของเธอเป็นคนดี และรักน้องชาย แต่เมื่อผู้หญิงคนนั้นตัดสินใจที่จะแต่งงานกับเขา Alexander ก็จาก Cramond และทิ้งบ้านและสวนไว้ให้ Ebenzer แต่ฉันคิดว่านั่นเป็นความผิดอันใหญ่หลวง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพ่อแม่ของเธอก็จนลงทุกวันๆ และ Ebenzer ก็กลายมาเป็นคนที่สนใจแต่เรื่องเงิน และเขาก็ไม่แต่งงานีกเลย
แล้วมันเป็นยังไงอีกละผมพูด
ตอนนี้พ่อของเธอได้ตายลงไปแล้วนักกฎหมายตอบ เธอเป็นเจ้าของบ้านของ Shaws และสวนรอบๆบ้านนั่น แต่ Ebanzer ไม่ยอมรับสิ่งนั้น และมันจะมีมูลค่ามากถ้าเขาจะต้องไปแก้ตัวในศาล ในความจริงแล้ว เราไม่ต้องขึ้นศาล ถ้าเป็นไปได้ การลักพาตัวมันยากต่อการแก้ตัว และเราก็ไม่ต้องการสืบพยานจาก Thomsonเพื่อนของเธอ  ฉันคิดว่าเราควรจะไป Ebenzer ซึ่งเป็นที่ที่เขาได้อยู่มาเป็นเวลา 25 ปี และเรียกร้องให้เขาจ่ายเงินให้เธอทุกๆปี แทนที่จะมอบบ้านให้แกเธอ เธอคิดว่าไงบ้าง
มันเป็นเรื่องที่สุดยอดสำหรับผมแล้วผมตอบ แต่ผมก็คิดว่าควรจะต้องข้อกล่าวหาลุงของผมใน
คดีลักพาตัวนะ มันง่ายกว่าที่คุณคิด ฟังนะ ผมอธิบายแผนของผมให้เขาฟัง
                เขารู้สึกเป็นที่พอใจกับมันมาก ได้เลย David ดีมาก ถ้าเราสามารถจับกุม Ebenzer อย่างที่เธอว่าได้ เขาก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธการให้เงินที่เป็นของเธอได้ เขา Torrance ซึ่งเป็นเลขาของเขา คุณต้องมาหาเราคืนนี้ คุณต้องมาฟังบทสนทนาของเราและบันทึกมันทั้งหมด แล้วเอาไปให้ Baltfour” แล้วเขาหันกลับมาที่ผม แต่ถ้าฉันยอมรับแผนของเธอ ฉันจะต้องขอพบ Thomson เพื่อนของเธอนะ บางทีเขาอาจจะเป็น อาชญากรเขาก็เงียบไปชั่วขณะหนึ่ง กำลังคิดอย่างไตร่ตรอง แล้วเขาก็พูดออกมา ถ้านั้นเรามาพูดเรื่องอื่นกันดีกว่า เธอรู้ไหมว่าวันนั้น ฉันพบ Torrance ที่ถนนฉันจำเขาไม่ได้ เพราะฉันไม่ได้ใส่แว่น ทั้งที่เขาเป็นเลขาของฉันแล้วเขาก็หัวเราะตัวเองอย่างมีความสุข
                ผมยิ้มอย่างสุภาพ บางที่อาจเป็นเพราะเขาแก่แล้วก็ได้ผมคิด
                แต่ต่อมาในตอนบ่าย ในขณะที่เราทั้งสามคนเดินออกจากQueenferry ทันใดนั้นทนายก็ร้องออกมาและหัวเราะ ทำไมฉันถึงโง่อย่างนี้นะ ฉันลืมแว่นตาของฉันอีกแล้ว และผมก็เข้าว่าทำไมเขาถึงบอกผมเรื่องของ Torrance ตอนนี้เราได้พบกับ Alan ฆาตกรที่ถูกออกหมายจับ และถ้าทหารถามถึงเขา เขาก็สามารถที่จะพูดได้ว่าเขาไม่เคยเห็น Alan มาก่อนได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
                เมื่อเราเข้าไปใกล้กับที่ที่ Alan ได้ซ่อนตัวอยู่ ผมผิวลมเป็นเพลง Hilander เมื่อเขาออกมา เราก็อธิบายทุกสิ่งว่าต้องการให้เขาทำอะไร แล้วเขาก็ยอมทำตามอย่างง่ายดาย ดังนั้นเราทั้งสี่คนก็เดินต่อไปจนกระทั่งถึงบ้านของ Shaws
                มันเป็นช่วงเวลาที่มืดค่ำแล้ว ไม่แสงสว่างใดๆจากหน้าต่างเลย บางทีลุงของผมอาจจะหลับแล้วก็ได้ Rankeillor Torrance และก็ผมได้ย่องไปใกล้เพื่อที่ได้ยินการสนทนา ในขณะที่ Alan ตรงไปยังที่ประตู และเคาะเสียงดัง หลังจากนั้นลุงของผมก็ได้เปิดหน้าต่างห้องนอน และตะโดนลงมาด้วยเสียงที่หน้ากลัวแกต้องการอะไรวะนี่มันเป็นเวลากลางคืนนะโว้ย แล้วแกเป็นใครวะ
                ข้าไม่ต้องการบอกชื่อของฉันหรอก” Alan ตอบ แต่ข้าจะมาคุยกับแกเรื่องของใครบางคนที่ชื่อ David”
                “อะไรลุงของผมร้องออกมา และหลังจากนั้นไม่นาน เขาพูดอย่างเศร้า แกจะเข้ามาคุยข้างในก่อนไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น
                “ไม่มีทาง” Alan พูดอย่างเฉียบขาด เราต้องมาพูดกันตรงนี้ที่ขั้นบันได ลงมาพูดกับข้าสิ
                หลังจาก Ebanzer ได้คิดอยู่พักหนึ่ง เขาจึงได้ตัดสินใจทำตามสิ่งที่ Alan ต้องการ มันเป็นเวลาที่นานมากกว่าเขาจะลงมาที่บันได และใช้เวลานานมากที่จะปิดประตูอันหนักอึ้งออกมาได้ และท้ายที่สุดเราก็เห็นเขายืนอยู่ที่หน้าประตู และมือถือปืนด้วยมือที่กำลังสั่น
                แกมีปัญญาพอที่จะรู้ว่าข้าเป็นชาว Hilander ข้ามีเพื่อนที่อาศัยอยู่ใกล้กับเกาะ Mull และดูเหมือนว่าเรือจะล่มลงที่นั่น และหลังจากนั้นไม่นานเพื่อนของข้าก็เด็กหนุ่มกำลังจะตายอยู่ที่ชายหาด พวกเขาได้ดูแลหลานของแกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และตอนนี้พวกเขาต้องการรู้ว่าถ้าแกต้องการหลานแกกลับมา แกจะต้องจ่ายเงินให้พวกเขา แกจะเอาไหม
                “ข้าไม่ต้องการให้มันกลับมาลุงของผมพูด เขาเป็นคนไม่ดี ข้าจะไม่จ่ายเงินสักแดงเดียวให้กับเขา
                “เลือดมันจะข้นกว่าน้ำเหรอ” Alanพูด เด็กนั้นคือลูกชายของแกนะ แต่ถ้าแกไม่ต้องการให้เขากลับมา แกจะจ่ายเงินให้พวกเราไปดูแลเขาไหม รีบๆหน่อย ข้ารอออยู่ที่นี่ไม่ได้ทั้งคืน
                “ให้เวลาข้าคิดหน่อยสิวะลุงของผมร้องออกมา
                มีอยู่สองทางเลือกคือ รักษาเด็กนั้นไว้หรือว่าจะฆ่ามันทิ้ง
                “อย่าเลย” Ebenzerร้องออกมา อย่าพูดเรื่องฆ่าเขาเลย
                การฆ่านี่ง่าย เร็ว แล้วก็ถูกดี          
                ข้าเป็นคนมีเกียรติ ลุงของผมพูด และไม่ใช่ฆาตกร
                “นั่นก็ดี” Alan ตอบ แล้วเท่าไหร่ละที่แกจะจ่ายเราเพื่อให้รักษาเด็กนั้นไว้ ข้าต้องการเพียงรู้ว่าครั้งแรกแกจ้าง Hoseason ลักพาตัวเด็กหนุ่มนั้นไปเท่าไหร่
                “Hoseason ลักพาตัวเหรอ แกกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ลุงของผมกรีดร้องออกมา กระโดดขึ้นลงอยู่หน้าประตู
                “Hoseasonได้บอกเรื่องทั้งหมดกับข้าเอง” Alan พูดอย่างสงบ ดังนั้นแกไม่ต้องมาโกหก แค่ตอบคำถามมา ไม่นั้นดาบของข้าจะไปอยู่ในกระเพาะของแก
                “อย่าโกรธเลยลุงของผมร้องออกมา ข้าให้แก 20 ปอนด์เท่านี้ แล้วก็เอาเด็กนั้นไปขายเยี่ยงทาสแล้วก็เก็บเงินนั้นไว้ เห็นด้วยไหม
                “ขอบคุณมาก Thomson สุดยอดเลยทนายพูดแล้วก็เดินออกมา สวัสดีตอนบ่าย Baltfour” เขาพูดกับชายแก่คนนั้นอย่างสุภาพ
                สวัสดีตอนบ่ายเช่นกันลุงEbenzer” ผมพูด
                มันเป็นตอนบ่ายที่สุดยอดมากเลยนะ Baltfour” Torrance เสริมขึ้นมา
                ลุงของผมไม่พูดอะไร แต่ยืนอ้าปากค้างอยู่ที่หน้าประตูนั่น เราได้พาเขาไปนั่งในห้องครัว พูดคุยเรื่องที่เกิดขึ้นมา ประมาณชั่วโมงต่อจากนั้นทุกอย่างก็ลงตัว ลุงของผมยอมมอบบ้านให้กับผม แต่มีข้อแม้ว่า ให้เขาอยู่ที่บ้านหลังนั่นตราบจนเขาได้ตายลง เขายอมที่จะจ่ายเงินให้ผมทุกปีโดยที่ Rankeilor เป็นคนตรวจสอบ
                เราอยู่กันที่บ้านหลังนั้นทั้งคืน แต่ในขณะที่ Rankeillor Alan และ Torranceได้ไปนอนบนเตียงหนาๆที่อยู่ชั้นบน ผมได้ทิ้งตัวลงนอนบนหีบในห้องครัวซึ่งมันเป็นของผม ผมซึ่งเป็นคนที่เคยนอนเนินเขามาเป็นเวลาหลายวัน ตอนนี้ได้เป็นเจ้าของบ้านหลังใหญ่แล้ว และสวนที่มีเนื้อที่หลายไร่ ในหัวของผมเต็มไปด้วยแผนและความคิดต่างๆที่แสนจะตื่นเต้น และมันยากที่จะทำให้ผมหลับลงได้
                หลายวันต่อมา ในขณะที่ผมนั่งทานข้าวเช้ากับ Rankeillor ผมได้พูดกับเขาเรื่องของ Alan
                “Thomsonยังตกอยู่ในอันตรายทนายพูดเขาจะต้องออกนอกประเทศให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และจะต้องไปอยู่กับที่ฝรั่งเศสสักช่วงหนึ่ง ฉันจะเงินเธอไปซื้อที่นั่งบนเรือให้เขา เขาจะต้องอยู่แบบลับๆล่อๆ
                “แล้วJames Stewart ญาติของเขาที่อยู่ในคุกละผมถาม ผมรู้ว่าเขาไม่ได้ฆ่า Colin Campbell ผมเป็นคนเห็นฆาตกรตัวจริง ผมจะต้องไปพูดในศาลเพื่อ James”
                “เด็กหนุ่มของฉัน” Rankeillor พูด มันอันตรายสำหรับทุกคนที่จะไปพูดในแก่ตัวให้ James ในศาลของ Campbell แต่เธอต้องทำในสิ่งที่เธอคิดว่ามันถูก ฉันจะเขียนจดหมายไปถึงทนายที่ดี ผู้ที่จะสามารถช่วย James และตระกูลของเขาได้เขายืนขึ้น ฉันคิดว่าเราคงหมดธุระของเรากันเพียงเท่านี้ ฉันต้องไปจากที่นี่และกลับไปทำงาน มาหาฉันบ่อยๆนะ David ลาก่อน
                Alancและผมเริ่มเดินไปยัง Edinburge ในขณะที่ Rankeillor และ Torrance เดินกลับไปยัง Queenferry เราคุยกันเรื่องที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อไป Alan กำลังจะไปหลบซ่อนอยู่ที่ชาญเมืองใกล้กับ Edinburge จนกระทั่งรู้ว่าปลอดภัยแล้วจึงพาเขาขึ้นเรือไปยังฝรั่งเศส และผมจะเขียนจดหมายถึงเขาเพื่อไว้ดูต่างหน้า และผมก็มีแผนที่จะกลับไปยังเมือง Hilander เพื่อที่จะช่วย James และครอบครัวของเขา
                ผมและAlan เดินกันอย่างช้าๆ เราทั้งสองกำลังคิดว่าเร็วนี้เราจะต้องจากกันแล้ว และเราจะต้องคิดถึงกันมากๆอย่างแน่นอน เราหยุดลงเมื่อเราถึงเนินเขา Corstorphine และมองลงไปยังเมือง Edinburge เรารู้ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องจากกันแล้ว และเราก็ได้ยืนอยู่ในความเงียบอยู่ชั่วขณะ
                ลาก่อน” Alanพูด และยื่นมือไปข้างหน้า
                ลาก่อนผมพูด และจับมือเขาไว้ แล้วผมก็เดินลงไปในหุบเขา และไม่หันกลับมามองเขาอีกเลย แต่มันช่างเป็นความรู้สึกที่แสนยากลำบากมาก ผมต้องการนั่งลงและร้องไห้ให้เหมือนเด็กเล็กๆ
                Edinburge เต็มไปด้วยเสียงรับกวนของผู้คนที่สัญจรไปมา และผมก็ไม่ได้ไปสังเกตสิ่งเหล่านั้นเลย ทุกเวลาผมคิดถึงเพียงAlanที่อยู่บนเนินเขานั่น และมันทำให้ผมรู้สึกเหน็บหนาวขึ้นมาทันที
                ในเดือนต่อมา ผมเก็บกระดุมเงินของ Alan เอาไว้เป็นอย่างดี เพื่อระลึกถึงครั้งหนึ่งเราหนีผ่านทุ่งหญ้าเข้าไปในป่าเมือง Highland ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนของ Alan Breck Stewart ผมรู้สึกดีใจมากถ้าได้พบเขาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อผมได้กลับไปยังเมือง Highlandเพื่อที่จะช่วยญาติๆของเขา ผมก็ได้พบกับการผจญภัยของผมกับAlanไม่รู้จบ...แต่มันเป็นเรื่องอื่น

Kidnapped

4
Escape through the heather
          เราไม่เวลาพอที่จะพูดคุยสนทนา มานี่” Alan เรียก และเริ่มวิ่งเลียบไปทางด้านข้างของเนินเขา โดยก้มต่ำลงแทบจะเรียบไปกับพื้น ผมตามเขาไปติดๆเหมือนแกะไม่มีผิด เราวิ่ง วิ่ง และก็วิ่ง เร็วที่สุดเท่าที่เคยวิ่งมาก่อน และหัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะเลย บางครั้งผมก็รู้สึกประหลาดใจที่ว่า Alan ยกหลังของเขาขึ้นโชว์พวกทหารที่กำลังจะจับเรา
                หลังจากนั้น 15 นาที Alan ก็นอนราบลงไปกับทุ่งหญ้า และหันกลับมาที่ผม เดี๋ยวนี้เขาสั่ง นี้มันเรื่องจริงจัง ทำแบบที่ข้าทำนะ ถ้าไม่อยากตายและทำตายอย่างรวดเร็ว ด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เราได้กลับไปเกือบจะทางเดิมที่เรามา และสุดท้ายเราก็ได้กลับไปยังในป่าที่ผมได้ผม Alan
                เราหมอบลงในทุ่งหญ้าซึ่งไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเป็นเวลานาน ขาของผมได้รับบาดเจ็บ และผมกำลังปวดหัว และผมคิดว่าผมต้องตายอย่างแน่นอน
                Alan เปิดปากพูดเป็นครั้งแรก ดีมากเขาพูด นั้นเป็นงานที่สุดยอด David”
                ผมไม่พูดอะไร ผมได้เห็นสิ่งที่คาดฆาตกรทำลงไป ผมรู้แล้วว่า Colin Campbell เป็นศัตรูตัวฉกาจของ Alan และได้มาพบเข้าว่า Alan กำลังซ่อนตัวอยู่ในป่าไม้ ถึงแม้ว่าผมไม่ได้คิดว่าเขาไม่ยิง Campbell ผมก็มีความรู้สึกว่าเขาได้วางแผนการฆ่าครั้งนี้มาแล้ว ผมจึงไม่สามารถมองไปที่เขา
                แกยังเหนื่อยอยู่หรือเปล่าเขาถาม
                ไม่ ผมตอบ แล้วหันหน้าไปหาเขา ไม่ ผมไม่เหนื่อยแล้วตอนนี้ Alan ผมไม่สามารถอยู่กับคุณได้อีกแล้ว ผมต้องไปจากคุณ ผมชื่นชอบคุณเป็นอย่างมาก แต่เราทั้งสองคนเป็นคนที่แตกต่างกันทั้งปวง
                “Alan ทำไมคุณถึงถาม คุณรู้ดีว่า Colin Campbell ต้องนอนตายบนถนนจมกองเลือดของเขาเอง
                Alan เงียบไปชั่วขณะหนึ่ง ใช่แล้วนาย Balfour ของ Shaws เขาพูดเป็นครั้งสุดท้าย ข้าให้สัญญากับแกว่าข้าไม่ได้วางแผนที่จะเป็นฆาตกร หรือไม่ได้รู้อะไรเลยที่เกี่ยวกับมัน
                “ขอบคุณพระเจ้าผมลั่น และยื่นมือให้กับเขา
                ปรากฏว่าเขาก็ไม่ได้สนใจ ข้าไม่รู้ว่าทำไมแกถึงกังวลกับการตายของ Campbell นักเขาพูด
                ผมรู้ว่าคุณเกลียดตระกูลของพวกเขา Alan แต่คุณก็พรากชีวิตเขาไปอย่างเลือดเย็นซึ่งมันเป็นสิ่งร้ายแรงที่จะทำ คุณรู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนลงมือทำ
                “ข้าจะไม่ถึงเขาอีกแล้ว” Alan พูดแล้วเขย่าหัวอย่างเศร้าๆ แต่ข้าเป็นคนลืมเก่งนะ David”  
                ผมต้องหัวเราะกับสิ่งนั้น ทันใดนั้นผมก็นึกอะไรบางสิ่งออก เมื่อตอนที่เรากำลังวิ่งหนีนั้น คุณโชว์ตัวเองให้ทหารเห็น เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ฆาตกรหลบหนี
                “ไม่มีชาว Hilander คนไหนที่จะทำแบบนั้น ที่ที่ดีที่สุดของเด็กหนุ่มผู้ที่ยิง Colin คือในทุ่งหญ้า และเราก็ต้องทำทั้งหมดนั้นเพื่อที่จะให้เขาหนีไปให้ไกลจากทหาร
                ผมเขย่าหัวตัวเอง ชาวHilanderพวกนี้ดูท่าทางแปลกๆ เป็นคนป่าเถื่อนเริ่มชักไม่แน่ใจแล้ว แต่ Alan พร้อมที่จะตายกับสิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้อง ผมชื่นชอบเขาเพราะสิ่งนี้แหละ ผมยื่นมือให้เขาอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เขาก็ยื่นมือมาจับเช่นกัน
                “David” เขาพูด ตอนนี้เราต้องหนีเหมือนกัน พวกCampbell จะกล่าวหาว่าเราทั้งสองเป็นฆาตกร
                “แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้นนะผมลั่นออกไป เราสามารถแก้ตัวได้ในศาล” 
              “เด็กหนุ่ม ข้ารู้สึกประหลาดใจในตัวแกจริงๆ” Alan พูด แกไม่รู้ใช่ไหมว่าถ้า Campbell ถูกฆ่าผู้ที่ถูกจับจะถูกส่งไปขึ้นศาลใน Inveraray ในใจกลางของประเทศ เมื่อนักกฎหมายของ Campbell ได้ตัดสินแล้ว แกก็จะถูกฆ่าทันที
                นั่นคือสิ่งที่ผมกลัวนิดหน่อย เข้าใจแล้ว Alan” ผมพูดผมจะไปกับคุณ
                “เออ แต่ข้านึกขึ้นได้” Alan พูด มันจะเป็นช่วงชีวิตที่ตรากตรำนะ แกจะต้องนอนตากแดดตากอากาศ และบ่อยครั้งที่กระเพราะของแกจะว่างเปล่า แกสามารถเลือกได้ว่า จะอยู่ในทุ่งหญ้ากับข้า หรือจะตายด้วยน้ำมือของ Campbell”
                “นั่นมันง่ายต่อการตัดสินใจของผมผมพูด แลเราก็ได้จับมือกัน
                เมื่อเรามองไประหว่างต้นไม้ เราก็ได้พบกับทหารที่ใส่เสื้อคุลมสีแดง ซึ่งยังเคลื่อนตัวไปมาบนเนินเขา Alan ยิ้มและบอกผมจะต้องไปที่บ้านของJames Stewartญาติของเขาเป็นที่แรกจากนั้นเราก็จะไปยัง Lowlands พวก Campbell และทหารอังกฤษจะไม่คิดว่าเราจะไปที่นั้น และ Alan ก็จะพบกับที่ที่เรือแล่นผ่านไปยัง ฝรั่งเศส
                เราเดินเป็นเวลาหลายชั่วโมง และไปถึงในคืนนั้นซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ตั้งอยู่ในหุบเขา มีแสงไฟจากทุกบานหน้าต่าง และผู้คนก็กำลังสาละวลเดินเข้าเดินออกและประตูก็เปิดอยู่ Alan ผิวลมสามครั้ง แลเราก็พบชายรูปร่างสูงดูเป็นผู้ดีอายุประมาณ 50 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่ต้อนรับเราใน Gaelic
                “James Stewart” Alan เรียก ข้าจะบอกให้แกพูดภาษาอังกฤษเพราะสหายของข้ามาจาก Lowlands และไม่สามารถพูด Gaelicได้
                James พูดกับผมอย่างสุภาพสองสามครั้ง และต่อมาเขาก็หันกลับไปที่ Alan ด้วยใบหน้าที่ดูออกจะกังวลเป็นอย่างมากนี่เป็นเหตุการณ์ที่หนักหนาเขาพูดออกมา มันจะนำปัญหามาให้เราทั้งหมด
                “เขาเป็นคนดีนะ” Alan พูด แกควรจะขอบคุณกับการตายของ Colin Campbell”
                “ใช่เหรอ” James ตอบ แต่เขาถูกฆ่าใน Appin ข้าจำได้ว่าเป็นแบบนั้น ดังนั้น Appin Stewart ก็จะเป็นผู้ถูกจับ และข้าก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งของครอบครัวนั้นด้วย
                ผมมองไปรอบๆตัวของผม ผู้ชายผิวขาว มีสีหน้าหวาดกลัว เร่งรีบเดินไปนู้นมานี่  โดยปราศจากความคิดเลยว่าเขาควรจะทำอะไรก่อนหรือหลังดี   บางคนกำลังซ่อนปืนและดาบบางคนก็กำลังเผากระดาษ เมื่อเห็นว่าผมดูเหมือนกำลังประหลาดใจ เขาอธิบายว่า พวกทหารจะต้องสืบเสาะค้นหาบ้านพวกเราเป็นอันดับแรก เราไม่อยากให้เขาพวกเขาพบสิ่งใดเลย
                เราออกมาด้านนอก เราพบกับภรรยาของJames และพวกเด็กๆ พวกเขากำลังร้องไห้อยู่ในมุมหนึ่ง ผมรู้สึกเสียใจกับพวกเขามาก แต่เราไม่มีเวลามากพอที่จะพูดคุยอะไรกับพวกเขา Alan อธิบายว่าพวกเราต้องการการหลบหนี และต่อมาคนของJames นำดาบและปืนมาให้ อาหารบางส่วน หม้อสำหรับทำอาหาร และขวดเหล้า เราต้องการเงินเป็นอย่างมาก เพราะว่า Alan ได้ให้เหรียญทองแก่คนที่จะพาเราไปฝรั่งเศสหมดแล้ว แต่ James ก็นำเงินมาให้เราเล็กน้อย
                แกต้องหาสถานที่ที่ปลอดภัยที่ไหนสักแห่งใกล้ๆนี้เขาพูด และส่งข้อความมาหาข้าด้วย ข้าจะหาเงินเล็กๆน้อยๆให้แก และส่งมันไปให้แก แต่ว่า Alan” เขาหยุดเว้นระยะพักหนึ่ง แล้วกัดนิ้วเขาอย่างเป็นกังวล ข้าจะต้องกล่าวหาแกว่าเป็นฆ่า Campbell ข้าต้องทำแบบนั้น ถ้าข้าไม่ทำแบบนั้น พวกเขาจะต้องกล่าวหาข้า ข้อจะต้องคิดถึงตัวเองและครอบครัวก่อน แกเห็นด้วยกับข้าไม่
                “ใช่” Alan พูดอย่างช้าๆ ข้าก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน
                “และข้าจะต้องกล่าวเพื่อนของแกที่มาจาก Lowlands ด้วย แกเห็นด้วยหรือไม่วะ Alan”
                ใบหน้าของ Alan เริมแดงก่ำ มันยากนะJames สำหรับข้าแล้ว ข้าพาเขามาที่นี่ แล้วตอนนี้เพื่อนของข้ากล่าวหาเขาว่าเป็นฆาตกร
                “แต่ฉันก็แค่คิดนะ Alan น้องชาย” James ร้องออกมา พวก Campbell จะต้องกล่าวหาเขาอย่างแน่นอน แล้วลูกๆข้าละ
                “นั้นก็ดี” Alanพูดแล้วก็หันมาที่ผม แกจะพูดอะไรไหม ถ้าแกไม่เห็นด้วย ข้าจะได้ไม่ให้James ทำแบบนั้น
                “ผมไม่เข้าว่าทำไมเราไม่กล่าวหาคนที่ฆ่า Campbellจริงๆละผมตอบเขาไปอย่างเฉียบขาด แต่นี่มากล่าวหาผม Mr Stewartถ้าคุณต้องการแบบนั้น กล่าวหา Alan กล่าวหา King George ผมก็เป็นเพื่อนของAlan ผมก็ต้องช่วยเพื่อนของผมในทุกๆทางอยู่แล้วถึงแม้ต้องตกอยู่ในอันตราย
                ดังนั้นในคืนนั้นเราจึงการเดินทางที่แสนจะยาวไกลของพวกเราไปยังเมือง Lowlands บางครั้งเราเดินบางครั้งเราก็วิ่ง ถึงแม้ว่าเราจะเดินทางอย่างรวดเร็วเท่าที่เราจะทำได้ แสงแดดก็เริ่มปรากฏขึ้นก่อนที่เราจะพบที่ซ่อนตัวที่ดี เราหลบอยู่ในหุบเขาที่เป็นหินของเมือง Glencoe เป็นภูเขาที่สูงและมีแม่น้ำไหลผ่านบริเวณจรงกลาง Alan เริ่มกังวลอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเราอยู่ที่นี่พวกทหารก็จะเจอเราได้ง่ายเขาพูด เขามองไปรอบๆ และมองเห็นหินก้อนใหญ่ สูงประมาณ 7 เมตร เราปีนขึ้นไปยังยอดของหินนั้นด้วยความยากลำบาก ทันใดนั้นก็ทำให้ผมรู้ว่าทำไมเขาเลือกหินก้อนนี้ บนยอดของหินก้อนนี้มีรูปร่างคล้ายกับจาน และมีห้องสำหรับคนสองสามคนสามารถนอนลงได้ และได้หลบซ่อนผู้คนอยู่ที่หุบเขาแห่งนี้
                และในท้ายที่สุด Alan ก็ยิ้มได้ ใช่เลยเขาพูด ตอนนี้เรามีโอกาส แกสามารถงีบสักประเดี๋ยวได้นะ เดียวข้าจะคอยเฝ้าระวังพวกทหารเอง
                แต่เมื่อผมตื่นในหลายชั่วโมงต่อมา หุบเขานั้นก็เต็มไปด้วยทหารที่มีเสื้อคลุมสีแดง และ Alan ก็กลับมาดูกังวลเหมือนเดิม ถ้าพวกเขาขึ้นไปทางด้านข้างของภูเขานั้น เขาก็จะเห็นพวกเรา  เขาพูด  “เราทำได้เพียงอยู่ที่นี้และภาวะนาอย่าให้พวกเขาเห็นเราเลยเมื่อมืดลงเราพยายามที่จะออกห่างจากพวกเขา
                มันเป็นวันที่ยุ่งเหยิงเสียเหลือเกิน เรานอนอยู่บนก้อนหิน เลย ถูกอบด้วยแสงอาทิตย์ ไม่มีน้ำ มีเฉพาะเหล้าเท่านั้นที่จะดื่มได้ เราได้ยินเสียงพูดภาษาอังกฤษของพวกทหารเหล่านั้นรอบๆตัวเรา แต่โชคดีเขาไม่ได้มองขึ้นมาบนก้อนหิน ในตอนบ่าย เมื่อเห็นว่าทหารกำลังงีบหลับหลังจากอาหารเที่ยง เราตัดสินใจที่หลบหนีต่อไป โดยปีนลงจากก้อนหินก้อนนั้นอย่างระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง พวกเหล่าทหารไม่ได้สังเกตในขณะที่เราเคลื่อนตัวอย่างระมัดระวังจากหินก้อนหนึ่งไปยังหินอีกก้อนหนึ่ง และในไม่ช้าเราก็ปลอดภัยซึ่งได้อยู่ในหุบเขาที่อยู่ถัดออกไป ในเย็นของวันนั้นเราทำความสะอาดของตัวเราแม่น้ำ และกินข้าวโอ๊ตที่เย็น มันช่างเป็นอาหารชั้นเลิศของชายผู้หิวโซ เราเดินต่อไปในทางทิศตะวันออกทั้งคืน ภายใต้เงามืดอย่างดีของภูเขา Alan รู้สึกดีอย่างยิ่งที่ได้หนีมาจากพวกทหารนั้นได้ เขาผิวลมอย่างมีความสุขในขณะที่เขาเดินอยู่
                ก่อนที่ถึงช่วงกลางวันเราได้มาถึงถ้ำ ซึ่งเป็นที่ที่ Alan เคยใช้มาก่อนแล้ว เราใช้ที่นี้เพื่อหลบซ่อนตัวเป็นเวลา 5 วัน Alan ลงไปข้างล่างในคืนหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านที่สุด ไปยังบ้านญาติของเขาคนหนึ่ง เขาได้ใช้ให้ผู้ชายคนนั้นไปส่งข่าวให้ James ว่าพวกเรากำลังหลบอยู่ที่ไหน และหลังจากนั้นสามวันญาติของเขาก็กลับมาด้วยกระเป๋าเงินสำหรับพวกเรา และจดหมายจากภรรยาของ James เราก็ได้พบว่า James ได้ติดคุกไปแล้วเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร ถึงแม้ว่าผู้คนจับอกกันว่า Alan Bleck เป็นคนยิง และยังมีการตั้งค่าหัวของผมเป็น100ปอนด์ เท่ากับของ Alan
                ผมเริ่มที่จะคิดว่า ผมจะต้องปลอดภัยกว่านี้หากผมอยู่คนเดียว Alan เป็นที่จดจำได้ง่ายด้วยชุดอย่างดีของฝรั่งเศสและแพงด้วย ภรรยาของ James wได้จัดการส่งเงินมาให้พวกเราเพียง 5 ปอนด์เท่านั้น และAlanต้องเดินทางไกลถึงฝรั่งเศส แต่ผมก็ยังมีเงินเหลืออยู่สองปอนด์ และต้องการเพียงที่จะไปให้ถึง Quennferry ดังนั้นผมต้องแบ่งเงินบางส่วนให้ Alan อยู่กับAlanมีอยู่สองอย่างก็คืออันตรายและเสียเงินด้วย
                แต่เพื่อนผู้ทรงเกียรติของผมไม่ได้คิดไปในทางนั้น เขารู้สึกมั่นใจว่าเขากำลังช่วยผมอยู่ ดังนั้นเขาจึงทำทุกอย่างที่เขาทำได้ ยกเว้นอยู่อย่างเงียบๆ และหวังว่าทุกสิ่งจะต้องผ่านไปด้วยดี
                เราเริ่มเดินทางอีกครั้งหนึ่งข้ามภูเขาในเวลากลางวันโดยเดินผ่านเข้าไปในป่า แหวกพุ่มต้นไม้เตี้ย ซึ่งถูกปกคลุมหญ้าสีม่วง เพราะว่าใครก็ตามที่อยู่บนเนินเขารอบๆของเรา จะมองเห็นเราได้ง่ายเมื่อเรายืนขึ้น เราต้องเดินและวิ่งด้วยมือและเท่าของพวกเราเองไม่ต่างอะไรเลยจากสัตว์ มันช่างเป็นวันที่ร้อนเหลือเกิน และหลังของผมเริ่มจะปวดอย่างรุนแรงหลังจากผ่านไปสองถึงสามชั่วโมง ผมต้องการที่จะพักและดื่มน้ำ แต่เมื่อเราหยุดลง ก็ทำให้เราเห็นเสื้อสีแดงของพวกเหล่าทหารคนหนึ่งบนเนินเขา และเราก็ต้องคลานต่อไป
                เราทั้งเดินและวิ่งทั้งวันทั้งคืน ความเหน็ดเหนื่อยของพวกเราไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริงๆ ผมไม่รู้ว่าผมเป็นใคร กำลังไปที่ไหน และผมก็ไม่ได้สนใจมันด้วย ผมคิดทุกๆฝีก้าวว่ามันจะเป็นก้าวสุดท้ายของผม และผมหวังว่าความตายคงจะมาถึงผมในไม่ช้านี้ Alanขับเคี่ยวให้ผมข้างหน้า และผมก็รู้สึกเกลียดเขา แต่ผมก็กลัวเขามากว่าจะหยุดพัก
                เมื่อมาถึงเวลากลางวันอีกครั้ง เราเผลอเลอด้วยความเหน็ดเหนื่อยและกลายมาเป็นความประมาท ทันใดนั้น คนป่า3-4 คน กระโดดออกมาจากพงหญ้าและจับเราไว้เป็นเชลย ผมกลัวมาก แต่ก็รู้สึกมีความสุขที่หยุดในเวลานั้น แต่ Alan กับพวกเขาด้วยภาษา Gaelic
                ทั้งหมดนี่ก็คือชาว Cluny Macpherson เขาพูดอย่างเบาๆกับผมแกจำพวกเขาได้ไหม หัวหน้าของตระกูล Macpherson พวกเขาต่อสู้เป็นอย่างดีกับทหารอังกฤษในปี45 หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ไปเมืองฝรั่งเศส เหมือนตระกูลอื่นๆ เขาได้หลบซ่อนอยู่ที่นี่ตั้งแต่นั้นมา และพวกทหารก็ไม่เคยหาพวกเขาเจอเลยสักที พวกพ้องจะเอาสิ่งที่เขาต้องการมาให้
                เราถูกพาตัวไปยังถ้ำ ซึ่งถูกปกปิดด้วยก้อนหินและต้นไม้เป็นอย่างดี และ Cluny Macpherson ก็ตรงเข้ามาต้อนรับพวกเราด้วยตัวเขาเอง แฉกเช่นราชาในราชวัง เขาดูเหมือนว่ากินดีอยู่ดีในถ้ำของเขา และส่งอาหารมาให้พวกเราเป็นอย่างดี ซึ่งมันถูกเตรียมไว้โดยคนครัว  แต่เราก็เหนื่อยเกินกว่าที่จะกินอาหารไปได้ ดังนั้น ในครั้งแรกผมได้ทอดตัวลงนอนแล้วก็หลับไป ในความจริงแล้ว ถึงแม้ว่าผมจะไม่รู้ตัว ผมมีไข้สูงมากและหลับไปสองวัน และตื่นขึ้นมาด้วยดวงตาที่พล่ามัว ก็พบกับ Clunyและ Alan กำลังเล่นไพ่กันอยู่ และในครั้งที่สอง ผมได้ยิน Alan ขอยืมเงินจากผม ผมป่วยหนักและก็หลับไปเพื่อที่จะปฏิเสธ
                แต่เมื่อผมตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ในวันที่สาม ผมรู้สึกดีขึ้นมาก ถึงแม้ว่าจะไม่แข็งแรง ผมสังเกตเห็นว่าAlan ดูเหมือนว่ากำลังละอายแก่ใจ แล้วผมก็นึกขึ้นได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
                “Davad” เขาพูดอย่างน่าสังเวช ข้าได้เอาเงินของแกไปหมดกับการเล่นไพ่แล้ว
                “ไม่ ไม่ แกไม่ได้ทำมันหาย” Clunyร้องออกมา แน่นอนว่าฉันให้เงินแกคืนไปแล้ว มันเป็นแค่เกม ข้าไม่ต้องการจะเอาเงินของแก นี่แล้วดึงเหรียญทองออกมาจากกระเป๋าของเขา
                ผมไม่รู้ว่าถ้ามันเป็นสิ่งที่ดีเขาจะยอมรับเงินนั้นหรือไม่ แต่เราก็ต้องการมัน  ดังนั้นผมจึงขอบคุณ Cluny และเหรียญไปใส่ไว้ในกระเป๋าของผม มันก็ทำให้ผมโกรธAlanมาก ในขณะที่เราออกจากถ้ำของCluny และเดินทางต่อไป ผมก็ไม่พูดกับเขาเลย
                ครั้งแรก Alan พยายามอย่างหนักเพื่อที่จะพูดกับผม เขาบอกว่าเขาขอโทษ และเขารักผมเหมือนน้องชาย เขาเป็นกังวลกับสุขภาพของผมเป็นอย่างมาก และยื่นมือมาให้ผมจับในขณะที่ข้ามแม่น้ำและปีนขึ้นไปบนเนินเขา แต่หลังจากนั้นสองสามวัน ผมก็ยังรู้สึกว่าผมยังคงโกรธเขาอยู่ และเขาก็กลับมาโกรธเหมือนกันและหัวเราะเยาะผมตอนที่ผมตกลงมา หรือตอนที่ดูเหมือนว่าเหน็ดเหนื่อย
                เราเดินทางกันในตอนกลางคืน โดยผ่านฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องและลมแรง ผมหลับในพงหญ้าเปียกๆวันหนึ่ง ผมรู้สึกทุกข์ยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ ไข้ของผมก็กลับมาอีกครั้งหนึ่ง และผมเริ่มที่จะคิดว่าการเดินทางของผมในครั้งนี้จะจบลงด้วยการตายของผม  “Alanเสียใจเมื่อผมได้ตายลงผมคิดด้วยความเป็นเด็กของผม
                Alan ยังคงหัวเราะเยาะผมต่อไปและก็เรียกชื่อของผม ในคืนที่หกความอดทนของผมก็มาถึงที่สุด ผมหยุดและพูดอย่างโกรธเกรี้ยวกับเขา “Mr.Stewart” ผมพูดทำไมคุณต้องหัวเราะเยาะผมด้วย ผมก็ควรหัวเราะเยาะคุณเช่นกัน บางทีคุณเป็นที่รู้จักในนามของราชา แต่คุณก็ได้ทำมันหายไป คุณใช้ชีวิตอย่างเร่ร่อน คุณไม่กล้าหาญพอที่จะสู้กับ Campbell และ อังกฤษ และจะชนะพวกเขาได้
                เขาจ้องเขม่งมาที่ผม “David” เขาพูด มีหลายสิ่งที่แกไม่ควรพูด และหลายอย่างที่ไม่สามารถลืมมันได้
                “ถ้าแกไม่ชอบสิ่งที่ฉันพูด ฉันพร้อมที่จะสู้กันผมตอบเขาไปอย่างโง่เขล่า ผมรู้ว่าผมไม่แข็งแรงพอที่จับดาบได้
“David” เขาลั่นออกมา แกจะบ้าหรือไงฉันไม่สามารสู้กับแกได้ มันจะทำให้ข้าเป็นฆาตกร”  เขาหยิบดาบของเขาขึ้นมาแล้วมองมาที่ผม ไม่ ไม่ ไม่ข้าทำแบบนั้นไม่ได้เขาพูด แล้วก็วางดาบของเขาลงกับพื้น
เมื่อผมเห็นว่าเขารักผมเพียงใด ผมก็ไม่โกรธเขาต่อไปอีกเลย ผมเพียงปวดใจและเสียใจ ผมจำความดีที่ทุกอย่างที่เขามีต่อผม และวิธีที่เขาช่วยผมให้ผ่านความยากลำบากเสมอ และตอนนี้ผมก็ได้ทำเพื่อนของผมหายไปอีกแล้ว อาการไข้ของผมดูเหมือนว่าจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ  และผมก็ทำได้เพียงยืนเท่านั้น ผมต้องการจะกล่าวคำขอโทษแต่ก็รู้ดีว่ามันสายไปเสียแล้ว ทันใดนั้นผมก็นึกขึ้นได้ว่าการร้องของความช่วยเหลือคือทางเดียวเท่านั้นที่นำ Alan กลับมาหาผม
“Alan” ผมพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ถ้าคุณไม่ช่วยผม ผมก็มีทางเดียวก็คือตายอยู่ที่นี่ผมไม่ต้องการที่จะโกหกคุณนะ
เขาหันกลับมาอย่างรวดเร็ว และประหลาดใจ แกเดินได้ไหม
                “ถ้าไม่ช่วยผม Alan ถ้าผมตายลง คุณจะลืมสิ่งที่ผมพูดไหม ในหัวใจของผม ผมยังเป็นเพื่อนของคุณอยู่เสมอ คุณก็รู้ใช่ไหม
                “เงียบ” Alan ลั่นออกมา อย่าไปพูดถึงความตายเลย เดวิดน้องชายเขาไม่สามารถที่จะเดินต่อไปได้ แล้วโอบแขนของเขามาโอบกอดผม เดวิด ข้าเป็นเพื่อนที่เลวของแก ข้าไม่ได้ใส่ใจหรอกเพราะแกก็คือเด็กคนหนึ่ง ข้าไม่สามารถที่จะเห็นแกตายเพียงคนเดียวได้หรอกเขาเกือบจะร้องไห้ออกมา เชื่อมั่นในตัวข้า และแกจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่
                เขาช่วยพาผมลงไปยังหุบเขาที่อยู่ใกล้บ้านคนมากที่สุดมันช่างโชคดีซึ่งมันเป็นบ้านของญาติผู้ซึ่งเป็นมิตรกับ Steward ผมนอนอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายวัน ไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้  Alan ไม่ยอมออกห่างจากผมเลย และดูแลผมอย่างที่ดีสุด ผมเริ่มดีขึ้นที่ละเล็กทีละน้อย ด้วยความช่วยเหลือจากเขา และก่อนที่หนึ่งเดือนจะผ่านไปเราได้เดินทางต่อไป
                นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาเถียงกัน เราไม่เห็นพวกทหารอีกเลย และดูเหมือนว่าการทางของเราในตอนเริ่มที่จะง่ายขึ้น เราเดินผ่านคืนที่แสนจะอบอ้าวในช่วงหน้าร้อน  ทานข้าวโอ๊ตของเรา และดื่มเหล้าของเรา และนอนหลับในพงหญ้าที่แห้งในเวลากลางวัน และในตอนนี้เราได้อยู่ในเมือง Lowlands แล้ว เราเริ่มที่จะปลอดภัยแล้ว เราทั้งสองรู้สึกมีความสุขและมีหวังขึ้นมาแล้ว และเมื่อเราข้าม River Four โดยเรือจากเมือง Limekilns เราอยู่ห่างจาก Queensferry เพียง 5 กิโลเมตร ที่ซึ่ง Mr Rankeillor อาศัยอยู่

Kidnapped

3
David is alone

          มันช่างเป็นค่ำคืนที่เหน็บหนาว ดังนั้นผมไม่สามารถที่จะนั่งพักได้เลย ผมเดินไปเดินบนหาดทราย พยายามเพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย ไม่มีเสียงใดๆเลยนอกจากเสียงคลื่นซัดสาดปะทะกับผืนทราย ผมรู้สึกโดดเดี่ยวและหวาดกลัวมาก
                รุ่งเช้า ผมปีนขึ้นไปบนเนินเขาลูกหนึ่ง และมองออกไปยังทะเล แต่มันไม่มีอะไรเลยมีเพียงผืนน้ำที่ว่างเปล่า รอบๆตัวผมบนเกาะนั้น ผมไม่เจออะไรเลยแม้กระทั่งบ้านและผู้คน ผมไม่ชอบคิดถึงเรื่องที่ได้เกิดขึ้นกับเพื่อนของผมทั้ง Alan และคนอื่นๆ และผมไม่ต้องการที่จะมองเห็นเพียงแต่ความว่างเปล่าไปนานกว่านี้ ดังนั้นผมจึงปีนลงมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วเดินตรงไปยังทิศตะวันออก และผมกำลังมีความหวังที่ว่าจะพบบ้านสักหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ให้ผมได้ตากเสื้อผ้าและได้มีอะไรสักอย่างที่จะตกถึงท้อง
                ไม่นานผมก็ได้พบว่าไม่มีใครเลยที่จะอาศัยอยู่บน Earraid มันไกลเกินกว่าที่จะว่ายน้ำไปยัง Mull ซึ่งเป็นที่ที่ผมมองข้ามน้ำไปเจอ ผมคิดว่าบางทีผมสามารถเดินลุยน้ำผ่านไปได้ แต่เมื่อผมได้พยายาม ก็ได้พบว่าน้ำมันลึกเหลือเกิน จึงต้องถอยกลับมา แล้วในที่สุดฝนก็ได้ตกลงมา ผมรู้ว่าตอนนี้ผมได้ตกอยู่บนความลำเค็ญอย่างหนัก
                ทันใดนั้นผมก็คิดขึ้นถึงไม้แผ่นหนึ่งซึ่งได้ช่วยชีวิตผมมาแล้วครั้งหนึ่ง มันคงจะช่วยผมข้ามผ่านทะเลไปยัง Mull ได้ ดังนั้นผมจึงได้เดินกลับไปทางเดินไปยังชายหาดที่ซึ่งผมได้ขึ้นฝั่งมา แผ่นไม้ชิ้นนั้นได้ลอยอยู่ในทะเล ผมจึงเดินลุยน้ำเพื่อไปคว้ามันกลับมา แต่ในขณะที่ผมเข้าไปใกล้ มันก็เคลื่อนตัวออกห่างจากผม และเมื่อถึงที่น้ำมันลึกมากเกินที่ผมจะยืนได้ ไม้แผ่นนั้นก็ยังลอยห่างจากผมหลายเม็ด  ผมจึงต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป และได้ย้อนกลับไปยังชายหาดอีกครั้ง มันช่างเป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายสำหรับผม  ผมกำลังมีความรู้ว่าช่างเหนื่อย หิวและกระหายมาก กับความหวังที่แสนเลือนรางกับการที่จะไปให้พ้นจากเกาะร้างนี้
เป็นครั้งแรกหลังจากที่ผมได้ออกมาจาก Essendean ที่ผมได้กลิ้งเกลือกและร้องไห้
                ผมไม่ต้องการที่จะจดจำเวลาที่ผมได้ใช้ในตอนที่อยู่ Earraid  ผมไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลยยกเว้นก็แต่..........เนื่องจากว่าผมไม่เคยอยู่ใกล้ทะเลมาก่อน ผมไม่รู้วิธีการจับปลาเลย  แต่ในความจริงแล้วผมได้เจอหอยเชลล์อยู่ท่ามกลางกองหินบริเวณชายฝั่ง และก็ได้กินพวกมัน แต่หลังจากนั้นผมก็มีอาการไม่ดีเลย นั้นเป็นเพียงอาหารสิ่งเดียวที่ผมพบเจอ ดังนั้นผมจึงอยู่สึกหิวอยู่ตลอดเวลาในตอนที่อยู่ที่ Earriad ฝนตกหนักทั้งวันทั้งคืน บนเกาะนี้ไม่มีหลังคาหรือแม้ระทั่งต้นไม้บนเกาะนี้เลย และเสื้อผ้าที่ผมใส่อยู่ก็เปียกแฉะไปทั้งตัว
                ผมเลือกที่จะใช้เวลาทั้งหมดของผมอยู่ในทางเหนือของ Earriad ซึ่งมันเป็นแค่เนินเขาเล็กๆ  และในตอนนี้ผมสามารถมองเห็นโบสถ์เก่าๆอยู่บนเกาะ Iona ซึ่งไม่ไกลจากที่นี่ไปทางทิศตะวันตก และยังสามารถมองเห็นควันไฟจากบ้านของผู้คนบนเกาะ Mull ในทางทิศตะวันออก ผมเคยมองเห็นควัน และคิดว่าต้องมีผู้คนอยู่ที่นั้นด้วยความสะดวกสบาย สิ่งนี้มันทำให้ผมมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย ในชีวิตอันโดดเดี่ยวของผมท่ามกลางก้อนหิน สายฝน และทะเลอันเหน็บหนาว
สองวันผ่านไป และในวันที่สามก็มีสองสิ่งที่เกิดขึ้น อันแรกผมพบว่าผมได้ทำเงินของผมหายไปเกือบหมดซึ่งมันเล็ดลอดออกไปจากช่องโหว่ของกระเป๋า ผมมีเงินเหลืออยู่เพียงสามปอนด์จากเงินทั้งหมดสามสิบแปดปอนด์ที่ลุงได้ให้ไว้ แต่เลวร้ายไปกว่านั้น ในขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่บนก้อนหิน มองออกไปซึ่งได้อยู่เหนือ Iona ทันใดนั้นผมก็ได้สังเกตเห็นเรือลำเล็กกำลังแล่นอยู่ในน้ำอย่างรวดเร็ว ผมกระโดดขึ้นสุดตัวและตะโกนให้ดังที่สุดเท่าที่ผมจะตะโกนได้ สองชายหนุ่มบนเรือซึ่งอยู่ใกล้พอที่จะได้ยิน พวกเขาได้ตะโกนกลับมาใน Gaelicและหัวเราะ แต่เรือก็ไม่ได้วนกลับมายังคงแล่นต่อไป และหายไปต่อหน้าต่อตาผมไปยัง Iona
ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาไม่กลับมาช่วยผม ผมยังตะโกนโวยวายอย่างเดิม ถึงแม้พวกเขาอยู่ไกลเกินกว่าที่ผมจะมองเห็นได้แล้วก็ตาม ในขณะนั้น ผมก็ทิ้งตัวลงนอนและร้องไห้เป็นครั้งที่สอง ในเวลานี้ผมไม่ได้เศร้าแล้ว ผมก็แค่โกรธ เพราะผมคิดว่าพวกเขาได้ทิ้งผมให้ตายอย่างเดียวดายในสถานที่ที่น่ากลัวเช่นนี้
ในเช้าของวันถัดมา ผมรู้สึกประหลาดใจที่ได้เห็นสองหนุ่มคนเดิมกำลังแล่นเรือมายัง Earraid ซึ่งพวกเขาได้มาจาก Iona ในครั้งแรกผมได้วิ่งลงจากกองหินเพื่อที่จะไปพบพวกเขา เรือเข้ามาใกล้ผม แต่ก็จอดในน้ำอยู่ห่างจากผมเมตรสองเมตร มีผู้ชายคนที่สามอยู่บนเรือ ซึ่งกำลังพูดคุยและหัวเราะกับคนอื่นๆ ทันใดนั้นเขาก็ลุกขึ้นและพูดกับผมอย่างฉับพลันใน Gaelic ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ ในบางครั้งเขาใช้ภาษาคำเก่าๆในภาษาอังกฤษ และครั้งหนึ่งผมก็ได้ยินคำว่า “tide” ซึ่งมันได้จุดประกายความหวังของผมขึ้นมา
คุณหมายความว่า น้ำลงใช่ไหมผมร้องถาม และก็ไม่ได้จบประโยค
ผมหันหลังกลับจากเรือและวิ่งกลับไปทางตะวันออกด้วยความตื่นเต้น ซึ่งเป็นที่ที่ Earriad ได้อยู่ใกล้กับMull และผมแน่ใจพอว่า มีน้ำได้ลดลงและมีน้ำเพียงเล็กน้อยระหว่างเกาะนั่น ผมสามารถเดินลุยน้ำผ่านไปอย่างง่ายดาย เมื่อไปถึง Mull ก็ได้ตะโกนอย่างมีความสุข ผมมันโง่อะไรขนาดนี้ที่ไม่เข้าใจว่ามันจะเป็นไปได้ที่จะมาถึง Mull ได้ วันหนึ่งน้ำจะลงสองครั้ง ตอนนี้ผมรู้สึกขอบคุณชาวเรือพวกนั้นชี้นำการแก้ปัญหาของผม และก็กลับมาช่วยผม
ผมเดินตรงไปยังที่ที่มีควันซึ่งผมได้เห็นมันบ่อยครั้งในขณะที่อยู่ใน Eirriad และเข้าใกล้ บ้านต่ำๆที่สร้างด้วยหิน ด้านนอกมีผู้ชายแก่ๆนั่งอยู่ กำลังนั่งสูบไปป์อยู่ในแสงอาทิตย์ เขาพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อยและได้บอกผมว่าเจ้าหน้าที่และลูกเรือของเรือขนส่งเดินทางกลับออกไปจากที่นี้อย่างปลอดภัยเมื่อวันสองวันมานี้
หนึ่งในนั้นมีคนที่สวมชุดสุภาพใช่ไหมผมถามเขาไป
ใช่ๆ มีแบบนั้นแหละแล้วเขาก็ยิ้ม แกต้องเป็นเด็กหนุ่มที่มีกระดุมเงินใช่ไหม
ทำไมละ, ใช่ๆผมพูดออกไปอย่างประหลาดใจ
ก็ดีเลย เพื่อนของแกได้บอกไว้ว่าแกต้องตามเขาไปที่บ้านของ James Stewart ญาติของเขา ในเมือง Appin”
เขาและภรรยาได้ให้เครื่องดื่มแก่ข้า และคืนนั้นเขาให้ข้านอนค้างที่บ้านของเขา ในรุ่งเช้า ข้าขอบคุณพวกเขาด้วยเหตุที่เขาใจดี และเริ่มการเดินทางของผมไปยังเมือง Appin
ผมเดินผ่าน mull ไปยัง Torosay ซึ่งเป็นที่ที่ผมขี่เรือข้ามน้ำไปยัง Lochaline เวลานั้นผมได้เดินไปถึง Kinggailock ซึ่งเป็นที่ที่จะขึ้นเรือเพื่อที่จะจากLoch Linnhe ไปยัง Appin นี่มันก็ย่างเข้าวันที่ 6 และในระหว่างทางผมได้พบและพูดกับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ผมได้ยินเรื่องทั้งหมดของตระกูล Alan Stewart ศัตรูของพวกเขา และCambell ถึงแม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะเป็นตระกูลที่อยู่ใน Hilander คนอื่นๆก็ยังเกลียดCambell และ Stewart มาเป็นเวลาหลายปี ซึ่งตอนนี้ Cambell กำลังช่วยเหลือกองทัพอังกฤษขับไล่ชาว Hilander ออกไปจากถิ่นของพวกเขา
จริงๆแล้ว ในวันสองวันนี้ ผมได้ยินว่า Colin Campbell กำลังเดินทางมา Appin กับทหารของ Kins’Geogorge เพื่อขับไล่ Stewart ออกไป และทำลายศัตรูให้สิ้นซาก แต่ผมก็ยังได้ยินว่า Jame Stewart ซึ่งเป็นผู้นำของตระกูล Stewart ใน Appin ซึ่งเขาและพวกญาติๆจะยินดีอย่างยิ่งถ้าได้เห็นการตายของ Colin Campbell
ผู้คนยังได้พูดถึงชายผู้หนึ่งที่ถูกเรียกว่า Alan Breck บางคนเรียกเขาว่า ฆาตกร และคนอื่นๆก็พูดว่าเขาเป็นนักสู้ที่กล้าหาญ เขาต้องตกอยู่ในความอันตรายอยู่ทุกเวลา เขาได้กลับมายัง Hilander เพราะทางอังกฤษได้ตั้งค่าหัวเขาไว้ ผมได้ฟังอย่างสนใจกับทุกสิ่งที่พวกเขาได้บอกผม แต่สิ่งที่ผมชอบมันมากที่สุดคือเมื่อผมได้ยินเรื่องของ Alan ที่ว่าเขาเป็นชายที่สุดยอด และเป็นผู้มีเกียรติแห่ง Hilander
เมื่อผมลงเรือใน Appin ผมตัดสินใจที่จะนั่งอยู่ท่ามกลางต้นไม้และตัดสินใจที่ว่าจะทำอะไรต่อไป ผมควรเดินหน้าต่อไปอีกไหม เพื่อที่จะไปร่วมกับ Alan ซึ่งเป็นมิตรของผมและเป็นศัตรูของ King’s George
ซึ่งชีวิตของผมก็เต็มไปด้วยอันตราย หรือว่าผมควรจะกลับไปทางใต้อีกครั้งหนึ่ง อย่างเงียบและปลอดภัย ไปยัง Lowland ดีไหม ?
                ในขณะที่ผมกำลังคิดอยู่นั้น ชาย 4 คนได้ขี่ม้าผ่านผมไปบนท้องถนน ในขณะเดียวกันที่ผมเห็นพวกผู้ชายเหล่านั้น ผมตัดสินใจที่จะผจญภัยต่อไป ถึงแม้ว่าผมจะไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันเป็นเพราะอะไร ผมต้องผงะลงในครั้งแรก กับผู้ชายรูปร่างสูงและมีผมสีแดง
                “บอกฉันหน่อยได้ไหมว่าบ้านของ James Stewart ไปทางไหนผมถาม
                ผู้ชายทั้งหมดนั้นต่างก็มองตากัน ชายผมสีแดงนั้นก็ไม่ได้ตอบอะไร แต่เขาพูดกับชายหนึ่งในนั้น ผู้ที่ดูเหมือนกับนักกฎหมาย  “Stewart กำลังเรียกคนมารวมกันหรือเปล่าวะ แกคิดว่าไง
                นักกฎหมายผู้นั้นตอบ เราควรจะรอกำลังทหารที่จะมาสนับสนุนเราก่อนที่เราไปที่ไหนต่อ
                ทันใดนั้นผมก็นึกขึ้นได้ว่าชายผมแดงนั้นต้องเป็น Colin Campbell “ถ้าคุณไม่ไว้วางใจผมผมพูด ผมไม่ใช่คนของ Stewart แต่เป็นชาว Lowland ผมนับถือ King George
                “พูดดีนิ” Campbell ตอบ แต่ ฉันขอถามอะไรสักอย่าง ว่าทำไม ชาว Lowland เหมือนแกนิต้องมาจากบ้านไกลถึงขนาดนี้ วันนี้ก็ไม่ได้เหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวเลย นี้มันเป็นวันที่ Appin Stewart จะต้องออกจากฟาร์มของพวกเขา และพวกเขากำลังตกยากอยู่เลย
                เขาได้หันกลับไปคุยกับนักกฎหมายอีกครั้ง แต่เมื่อเขาได้เข้าใกล้เชิงเขา Campbell ได้ร่วงลงจากม้าของเขา พวกมันยิงข้าแล้ว” Campbell ร้องออกมา แล้วเอามือกุมหัวใจไว้
                เขาเกือบจะเสียชีวิตในทันทีทันใด หน้าของชายหนุ่มซีดลงเมื่อมองไปยังร่างของCampbell ผมเห็นบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนตัวไวๆ อยู่บนเนินเขานั้น ผมสังเกตเห็นว่ามีผู้ชายถือปืนหันมาทางถนน
                “ดูนั้นสิ ฆาตกรผมร้องลั่นออกไป และได้วิ่งขึ้นตรงไปบนเชิงเขา เขาเห็นผมจะจับเขา เขาเลยหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานเขาก็ได้ปรากฏอยู่บนก้อนหิน และมันไกลเกินที่ผมจะสามารถมองเห็นได้
ผมได้หยุดอยู่ที่ต้นไม้ต้นถัดไป ในขณะนั้นผมได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากถนน นักกฎหมายผู้นั้นกำลังตะโกนไปยังทหารที่ใส่เสื้อคลุมสีแดงจำนวนมาก ถึงพวกเขากำลังห่อมล้อมดูการตายของ Campbell “เอาไปเลย 10 ปอนด์ถ้าใครจับมันได้เขาร้องลั่นออกมา เขาคือหนึ่งในฆาตกร เขาหยุดพวกเราไว้ที่ถนน เพื่อที่จะให้นักฆ่าสามารถมีโอกาสที่ดีในการยิง Cambell”
                ตอนนี้ผมรู้สึกว่ามีความกลัวเข้ามาใหม่อีกแล้ว ชีวิตของผมต้องตกอยู่ในความอันตรายอย่างมากถึงแม้ว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิดเลยก็ตาม รู้สึกว่าปากของผมแห้งลง และเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย ผมยืนอยู่บนเนินเขาด้วยสภาวะจำยอม ในที่ขณะที่เหล่าทหารยกปืนของพวกเขาขึ้นพร้อมที่จะยิง
                กระโดนมาในพงไม้นี่มีเสียงพูดข้างๆผม
                ผมไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง แต่ผมก็ทำตามที่เขาบอกนั่น ในขณะที่ผมทำเช่นนั้น ผมได้ยินเสียงปืนลั่นหลายนัก ผมรู้ดีว่าทหารทั้งหมดนั้นกำลังยิงมาที่ผม ในเงาของต้นไม้นั้นผมพบกับ Alan Breck กำลังยืนอยู่ที่นั่น เป็นเขานี่เองที่บอกผมให้ทำยังนั้นเมื่อครู่นี่